Last bird.

posted on 18 Dec 2007 12:29 by bastation  in movies

โดยทั่วไปผมไม่ชอบเขียนเรื่องที่เศร้า หดหู่ซักเท่าไหร่ เพราะเดิมที ผมมักคิดเนื้อเรื่องที่สอดคล้องกับเกม และเกมที่เขียนก็เป็นเกม platform ซะส่วนใหญ่ (เป็นแนวที่มีรูปแบบคล้ายๆกัน ทุกเกมถูกบังคับด้วยกดอันเดียวกัน ส่วนที่จะแตกต่างคือรายละเอียด และกราฟฟิกในเกม) ดังนั้นเนื้อเรื่องจะออกไปในการผจญภัย ตามแบบของเกม

แต่โดยไม่ทั่วไป ผมชื่นชมหนังหลายเรื่องที่ออกเป็นแนวนิยายวิทยาศาสตร์ ที่ให้ความรู้สึกสิ้นหวัง และกดดันกับตัวเอก ที่ต้องเผชิญกับโลกที่ไม่ได้คาดคิด อย่างเรื่อง dark city , The Thirteenth Floor หรือหนังขึ้นหิ้งอย่าง the matrix ซึ่งหนังพยายามให้คนดูรู้สึกทึ่งกับแนวคิดที่ว่า บางที ประเดินเล็กๆ อาจจะทำให้เราคิดได้ว่า เราอาจจะไม่ได้อยู่ในโลกของเรา ไม่ว่าหนังจะจบเป็นอย่างไร พระเอกเหมือนจะคลองโลกได้ หรือหลุดออกจากชีวิตที่เศร้า จุดหลัก(ส่วนหนึ่ง)ของหนังก็คือ ทำให้เราทึ่งกับสิ่งที่นำเสนอ จนต้องมองย้อนดูตัว ว่าชีวิตเรามีประเด็นเหล่านี้หรือไม่ และอะไรที่อยู่เบื่องหลังเหล่านั้น

Last bird เป็นเรื่องที่ผมเขียนขึ้นจากแนวความคิดที่ว่า การเลี้ยงดูสัตว์ให้ได้ผลที่สุด คือการที่ให้มันอยู่กับธรรมชาติ โดยที่เราดูแลธรรมชาตินั้นแทน แต่จุดหักมุมของหนังก็คือไม่มีใครควบคุมธรรมชาตินั้นได้ แม้ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือไม่

story
เริ่มเรื่องจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกเลี้ยงดูในโลกที่หลังจากเกิดสงคราม เมืองถูกสร้างขึ้นมาใหม่อย่างพิถีพิถัน สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ นอกจากคนแล้ว ในโลกไม่มีสัตว์อื่นอาศัยอยู่เลย ตัวเอกเป็นเด็กชายที่หลงไหล่ในนก สัตว์ที่สวยงามและมีอิสระ โดยที่คนอื่นต่างมองว่ามันไรสาระ วันหนึ่งเขาพบสาวน้อยคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดปิ้งกัน เพราะมีรสนิยมเหมือนกัน ทั้งที่ตัวเอกคิดว่าจะไม่มีคนแบบนี้ในโลกอีกแล้ว แต่ที่แปลกกว่านั้นคือ ดูเหมือนใครๆจะชื่นชอบการพบกันของเขาทั้งสอง

วันหนึ่งทั้งคู่ได้มีโอกาสไปเที่ยวป่ากับเพื่อนๆ และนางเอกได้พบไข่ของนกโดยบังเอิญ พวกเขาเก็บมันไว้ และนำไปฟักที่บ้าน จนในที่สุดไข่ก็ถูกฟักออกมาเป็นตัว มันเป็นนกนางแอ่นที่อาศัยอยู่ใกล้ทะเล พวกเขาดีใจมาก และคิดว่านี่เป็นการค้นพบครั้งสำคัญ พวกเขาคิดอีกว่าอาจจะพบทเลใกล้ๆก็ได้ เขาเอานกไปให้ครูที่โรงเรียน แต่ปรากฎว่าทุกคนต่างตกใจที่เห็นนก และนำตัวเขาทั้งสองไปกักขังไว้ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทั้งสองหลบหนีออกมาจากห้องขัง และได้ยินว่าพวกคนอื่นๆเอานกไปปล่อยไว้ที่นอกเขตป่า ซึ่งมียามเฝ้าไว้ พวกเขาจึงตัดสินใจ ออกตามหานก

พวกเขาได้ใช้ท่อระบายน้ำที่เชื่อว่าจะพาออกไปสู่นอกเขตป่าได้ เมื่อถึงนอกเขตป่า เขาพบว่าที่นี่เต็มไปด้วยสัตว์ อื่นมากมายอาศัยอยู่ พวกเขาเดินไปถึงทะเล ที่นั่นมีตึกใหญ่ถูกปิดเอาไว้ และที่ทะเลเขาพบนกนางแอ่นมากมาย ที่นี่วิเศษสำหรับเขาสองคนเหลือเกิน แต่ก่อนที่เขาจะเดินเหยียบน้ำทะเล ก็มีคนมาพบตัวพวกเขาเสียก่อน

เจ้าหน้าที่ได้จับตัวพวกเขาไว้ พ่อแม่ของพวกเขาตามออกมาข้างนอกและกำลังจะพาพวกเขากลับไป ทั้งสองพยายามจะอธิบายว่า ข้างนอกมีสัตว์เต็มไปหมด และมันมหัศจรรย์แค่ไหน แต่ดูเหมือนทุกคนจะไม่คิดอย่างนั้น ทั้งสองรู้ดีว่า พวกผู้ใหญ่พยายามปิดบังเรื่องโลกภายนอกมาตลอด ทั้งคู่หนีออกมาจากที่นั่นและมุ่งสู่ทะเล ทุกคนต่างห้ามไม่ให้พวกเขาลงทะเล แต่ทั้งสองไม่เชื่อ น้ำทะเลอุ่นๆ ไม่ได้มีอันตรายอย่างที่ทุกคนคิด แต่ทุกคนไม่กล้าเข้าใกล้ทะเล แม้ว่าทั้งสองจะพยายามเรียกเท่าไหร่ เพื่อนของเขาคนหนึ่งพยายามจะดึงมือพระเอกขึ้นมาแต่เขากลับโดนน้ำทะเลเสียเอง แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ทันทีที่เพื่อนของเขาโดนน้ำทะเล เขาล้มตัวลงไฟช๊อทไปทั้งตัว เพื่อนของเขากลายเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว ทั้งสองตกใจมาก ต่างพากันหนีไปที่ตึกร้าง

ในตึกเขาพบกับศพคนมากมาย ทุกคนมีลัษณะแตกต่างกัน แต่กลับมีหน้าตาเหมือนพระเอกทั้งหมด เขาเดินเข้าไปอีก พบว่ามีคนดูแลอยู่ที่นั่นทั้งสองไม่แน่ใจใครอีกแล้ว คนดูแลเล่าความจริงให้พวกเขาฟัง ความจริงเขาทั้งสองเป็นมนุษย์เพียงสองคนที่เหลือรอดมาจากสงคราม โดยที่พระเอกเป็น clonning ที่พวกหุ่นยนต์สร้างขึ้น และพยายามสร้าง clonning สืบทอดต่อไป แต่กลับไม่สำเร็จ วิธีการเดียวที่จะทำให้มนุษย์สืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้คือการค้นหาเซลตัวอย่างของผู้หญิง และนั่นคือนางเอกนั่นเอง พวกเขาถูกหุ่นยนต์เลี้ยงดูเพื่อให้เติบโตขึ้น และจัดฉากทั้งหมดเพื่อให้ทั้งคู่ได้พบกัน เพื่อให้ทั้งคู่เป็นมนุษย์คู่ใหม่ของโลกเพื่อสร้างประชากรต่อไป

ทั้งคู่ได้รับการช่วยเหลือจากคนดูแล เขาได้มอบเรื่อลำหนึ่งพร้อมทั้งสัตว์จำนวนหนึ่ง ให้ออกเดินทางไปยังเกาะที่อื่น เพื่อไปสร้างโลกใหม่ได้อย่างอิสระ

กฎของหนัง
1. หนังพยายามอธิบายว่าทุกอย่างสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีสัตว์อื่น ความจริงคือพวกเขากลับการติดเชื่อจริงๆของมนุษย์กับสัตว์อื่น
2. พวกเขาได้ทำการทดลอง clonning พระเอกและให้เป็นผู้หญิงมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ แม้จะสำเร็จ เด็กที่ออกมาก็ผิดมนุษย์
3. ผู้คนให้ความเอาใจใส่พระเอกมาก (ในตอนแรกที่หนังพยายามเล่าเรื่องผ่านตัวพระเอก) และเอาใจใส่ทั้งคู่ เมื่อทั้งคู่มาเจอกัน
4. ในเมื่องพยายามให้ข่าวเกี่ยวอันตรายที่เกิดกับน้ำทะเล เพื่อไม่ให้พระเอกสนใจทะเล (คล้ายเรื่อง True man show ซึ่งจริงๆก็คล้ายในหลายๆเรื่อง)
5. หุ่นยนต์ที่ดูแลพวกเขาเป็นหุ่นยนต์ที่มีเทคโนโลยี ที่มีความคิดแบบมนุษย์มาก(AI) แต่พวกเขามีจุดอ่อนตรงที่ ไม่สามารถสร้างเครื่องจักรใหญ่ๆเช่นเครื่องบินได้ พวกเขากลัวน้ำทะเล เพราะระบประสาทที่มีอยู่ทั่วร่างทำให้เขาโดนน้ำไม่ได้

fac. ของหนัง
พวกหุ่นยนต์บางกลุ่มทำสงครามกันเองจนมนุษย์ต้องสูญเผ่าพันธุ์ แต่กลับมีหุ่นยนต์ที่มีสายพันธุ์ทางด้านความคิด ที่คิดจะช่วยมนุษย์ การที่ตัวเอกเดินทางออกไป พวกเขาห่วงว่า มนุษย์จะต้องตายเพราะสงครามอีก
ตอนจบของหนังกลับบอกว่า พวกเขาจะทดลองใหม่อีกครั้ง เพราะพวกเขามีเซลต้นแบบของทั้งคู่ไว้แล้ว
สถานที่ที่อยู่นอกเขตป่า เป็นเขตเพาะพันธุ์สัตว์ จึงไม่แปลกที่มีสัตว์ป่ามากมาย สรุปก็คือ ที่ที่พระเอกอยู่ก็เป็นเขตเพาะพันธุ์มนุษย์ที่คล้ายกัน

พล๊อตรอง
เพื่อนของพระเอกจะเข้ามามีบทบาทของ คนทั้งสองมากเพราะเขาเป็นหุ่นยนต์ชั้นสูง คอยทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมแกมบังคับ เพื่อไม่ให้พระเอกทำเรื่องที่หุ่นยนต์ไม่ต้องการ แม้แต่ตอนที่ไปตามตัวกลับเขาก็ยังต้องออกหน้า แทนพ่อและแม่ของพระเอกและนางเอก

หนังพยายามทำให้เห็นว่า โลกที่ตัวเอกอยู่นั้นแสนโหดร้าย แต่ในขณะเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ทำไปเพราะต้องการให้ตัวเอกนั้นดำรงอยู่ แน่นอนว่าจุดไคลแม๊กซ์ของเรื่องแนวนี้จะอยู่ที่การอธิบายในตอนสุดท้ายว่าที่เห็นอยู่คืออะไร แต่มีไคลแม๊กซ์อีกอันหนึ่งอยู่ที่ตอนที่พระเอกต้องสู้กับเพื่อน หนังพยายามแสดงให้เห็นว่า พระเอกต้องต่อสู้เพื่ออิสระภาพของตนเอง แม้ว่าจะ setting ว่าพระเอกนั้นสู้เพื่อนของเขาคนนี้ไม่ได้

มนุษย์พันธุ์ใหม่(Lost in Protocol)

posted on 17 Dec 2007 21:17 by bastation  in movies

ซีเควนซ์ "การยอมรับโลกใหม่"

ในตอนที่ ตัวเอกของเรื่อง "โร" ต้องพบกับ "เบลม่า" มนุษย์ที่กลายพันธุ์ไปแล้ว เขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากเบลม่า value ของซีเควนซ์นี้ กำลังจะเปลี่ยนจากความหวาดกลัวมาเป็นยอมรับ ความขัดแย้งที่ตาตัวเองเห็นความผิดมนุษย์ของเบลม่านั้นน่ากลัวจริงๆ แต่ในความคิดของเบลม่ากลับไม่ได้เสียใจ และไม่ได้โกรธ ที่ โร ไม่ยอมรับ เขากลับแสดงทีท่า อ่อนโยนกับโรมากขึ้น อะไรคือความรู้สึกของเบลม่า ที่ต้องการให้โรยอมรับเขาให้ได้ (ไม่ใช่ความรักแบบหนุ่มสาวแน่ๆ เพราะทั้งคู่เป็นผู้ชาย)

ในป่า
โรเหนื่อยหอบจากการถูกสัตว์ทำร้าย เบลม่า วิ่งมาก่อนหน้าเขา เบลม่าแข็งแรงมาก ท่าทางเขาไม่เหนื่อยหอบเลย เขาหันกลับมาในขณะที่โรหยุดพัก และเข้ามาพยุงตัวโรไว้ 

เบลม่า : คุณโอเคมั้ย

โร(เขารนรานตอบ) : โอเค โอเค ผมไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไรแล้ว

เบลม่า มองซ้าย ขวา เพื่อความแน่ใจ

โร : ขอบคุณ ที่ช่วยผมไว้

เบลม่า ยิ้ม เขายิ้มได้อย่างน่าเกลียดมาก

โร ทำหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด : โอเค ....

เบลม่า : ผมไม่รู้ว่าเมื่อก่อนคนอย่างพวกผม ไปทำอะไรคุณไว้ แต่ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าผมไม่ทำร้ายคุณ

โร : ผมก็ไม่ได้ว่าคุณจะทำร้ายผม และอีกอย่าง เมื่อก่อนตอนที่ผมเห็นคนอย่างพวกคุณ พวกคุณยังเป็นแค่ ...แบบร่างในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

เบลม่า : งั้นเราก็เป็นเพื่อนกันได้ใช่มั้ย

โร : นี่ฟังนะ ผมควรจะตายไปเมื่อ 200 ปีก่อนแล้ว และที่ผมยังมีชีวิตอยู่นี้ เพราะมีบางอย่างที่กำหนดให้ผมต้องทำ บางอย่างที่ว่า อาจจะเรียกร้องให้ทุกคน ทำลายพวกคุณก็ได้

เบลม่า : ทำไม

โร : ผมก็ไม่รู้ มันก็แค่อาจจะ

เบลม่า : แล้วคุณ ... จะเป็นคนหนึ่งที่เรียกร้องด้วยอย่างงั้นหรือ

โร : ผมไม่รู้ ผมแค่เอาความจริงกลับมาให้ทุกคน แล้วทุกคนก็จะตัดสินเอง

เบลม่า (เอามือจับไหล่โร) : นี่โร สงครามจบไปแล้ว สิ่งมีชีวิตบนโลกตายไป 60% ซึ่งนั่นถือว่ามากพอแล้ว ถ้าความจริงของคุณทำให้คนผิดต้องตาย ผมอยากบอกคุณว่า พวกเขาตายไปหมดแล้ว และที่ผมช่วยคุณ เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริง มีอิสระที่จะเชื่อและตัดสินใจกับความจริงนั้น

โร : ถ้าความจริงมันทำให้คนตัดสินว่าพวกคุณต้องตาย คุณยังจะช่วยให้ผมเอาสิ่งนี้ไปให้ทุกคนอีกหรือ

เบลม่า : ผมไม่คิดว่าทุกคนจะคิดแบบนั้น และผมไม่เชื่อว่า คุณจะเอาสงครามกลับมาให้ทุกคนด้วย

โร เดินออกมา : เฮ่อ... หวังว่าคุณจะไม่เสียใจทีหลังนะ



LOST IN PROTOCOL

เป็นเรื่องราวของชายหนุ่ม ที่เก็บงำความลับของกองทัพฝ่ายศํตรูเอาไว้ กว่าที่เขาจะนำความลับนั้นกลับไปที่ฐานทัพ เขาได้รับอุบัติเหตุ จนกระทบกระเทือนสมอง ทำให้เขาไม่ได้สติอีกเลย ทางการจึงตัดสินใจใส่เขาลงในเครื่องช่วยชีวิต ที่จะรักษาชีวิตเขาไว้ แต่ต้องรอการฟื้นคืนสติของเขาเอง

ระยะเวลาผ่านไป 10 ปี เขาบังเอิญฟื้นขึ้นมาในช่วงสงครามพอดี ทุกอย่างดูวุ่นวาย เขาตื่นขึ้นมาพร้อมข้อมูลบางอย่างที่สำคัญในช่วงเวลานั้น แล้วเขาก็สลบไปอีกก่อนจะพูดถึงข้อมูลส่วนที่เหลือ เขาถูกนำเข้าเครื่องแช่แข็งอีกครั้งเพื่อรอให้สงครามจบ

เวลาผ่านไป 50 ปี เขาถูกค้นพบจากทีมสำรวจ ในช่วงนั้นโลก ส่วนหนึ่งถูกสงครามกลืนกินไปจนหมด แต่ในขณะที่ทีมสำรวจปลุกเขา และกำลังจะนำเขากลับไปที่เมืองใหญ่ก็มีกองกำลังโจรบุกเข้ามา ทีมสำรวจจึงต้องเอาเขาจับใส่เครื่องแช่แข็งที่ทันสมัยกว่า แต่ก่อนที่จะถูกแช่แข็ง เขาได้มอบข้อมูลส่วนหนึ่งให้ทีมสำรวจ และข้อมูลนั้นก็ทำให้พวกทีมสำรวจรอดตาย

เวลาผ่านไป 200 ปี ทีมสำรวจได้ค้นพบตัวเขาอีกครั้ง คนที่ค้นพบ คือลูกหลานของคนที่ค้นพบเขาครั้งแรก ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปหมดสงครามสงบทุกคนเชื่อในลัทธิหนึ่ง ซึ่งนั้นก็คือข้อมูลส่วนสุดท้าย


ข้อมูลของ โร ทั้ง 3 ส่วน มีส่วนเกี่ยวข้องกัน นั่นคือ 1. ลัทธินี้ สร้างคน เพื่อก่อสงคราม และเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ 2. หลักฐานคือคนในหมู่บ้านหนึ่งถูกฆ่าตายโดยถูกกล่าวหาว่านับถือปีศาจ โดยหลักฐานอยู่ที่ใต้หลุมศพของพวกเขา 3. ลัทธินี้ก่อสงครามโดยให้ประเทศมหาอำนาจโจมตีกันเอง

นั่นคือข้อมูลทั้งสามส่วนที่ถูกบอกให้คนที่ช่วยชีวิตเขา ทั้งสามช่วงที่เขาฟื้น

สิ่งที่เขาพบคือ เวลาผ่านไป 260 ปี สงครามจบแล้ว มนุษย์พันธุ์ใหม่เกิดขึ้นแล้ว พวกเขาอยู่ร่วมกับคนทั่วไป แล้วข้อมูลสุดท้ายของเขาจะเปลี่ยนโลกไปจากที่เป็นอยู่หรือไม่ และเปลี่ยนเพื่ออะไร

edit @ 18 Dec 2007 13:37:31 by Browny Application

ผู้ถูกมองในแง่ดี

posted on 12 Dec 2007 22:23 by bastation  in movies

บ้าน

หลังจากเพื่อนๆที่มาเยี่ยมแซมกลับไปแล้ว เขาทำท่าทางเหนื่อยๆเดินขึ้นบ้าน เขารู้ดีว่าเพื่อนๆตั้งใจจะมาให้กำลังใจหลังจากที่เขาเลิกลากับภรรยา แต่ไม่มีใครพูดถึงซักคำ ทุกคนคงไม่อยากพูดเรื่องเศร้าในขณะที่เขายังยิ้มแย้มอยู่

เขาเดินผ่านห้องของลูกชาย ไฟที่หัวนอนยังเปิดอยู่ แต่บรรยากาศดูเศร้าเหลือเกิน

แซม (เดินเข้าไปในห้อง) : ไงลูก พ่อไม่ได้ขัดจังหวะอะไรนะ

ลูก (เงียบ)

แซม : ว่าไง วันนี้งานเลี้ยงไม่สนุกเหรอ

ลูก (ยังเงียบอยู่)

แซม : เป็นอะไร ไหนให้พอดูซิ

เขาโอบไหล่ลูกชายแบบเพื่อน พร้อมก้มหน้าพยายามมองหน้าที่เศร้าของลูกของเขา

แซม : โอเค บอกพ่อสิ พ่อสํญญาว่านี่คือความลับสุดยอดของเรา

ลูก : ทำไมแม่ถึงทิ้งเราไปครับ

แซม : อ...

ลูก : ผมไม่เข้าใจ พวกเราทำอะไรผิด

แซม : ไม่ ไม่ ไม่มีใครทำอะไรผิดขนาดที่แม่เขาจะให้อภัยเราไม่ได้หรอก

ลูก : แล้วทำไมแม่ไม่กลับมาหาเราล่ะครับ ทำไมแม่ต้องไปจากเราด้วย

แซม : อื่ม อาจจะเป็นเพราะ แม่คงคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ทุกคนนะ

ลูก : งั้นเหรอครับ

แซม : ใช้ๆ ลูกกับพ่อเองก็เหมือนกันนะ เราต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดด้วย จริงมั้ย

ลูก : ....

แซม : เช่นว่า ตอนนี้เราควรจะพักผ่อนได้แล้ว เราสองคน

ลูก : แม่จะกลับมามั้ยครับ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

แซม : อื่ม พ่อไม่รู้สิ แต่ถ้าใช่ ก็คงดี ถ้าแม่จะกลับมา แล้วเห็นพวกเรา... ยิ้มแย้มแจ่มใส ใช่มั้ย

ลูก (ยิ้ม)

แซม : เอาละ พรุ่งนี้พ่อมีเรื่องสุดเหวี่ยงต้องทำอีกเยอะ เก็บแรงไว้ก่อนดีกว่า

ลูก : ครับ พ่อ ราตรีสวัสดิ์ครับ

แซม : ราตรีสวัสดิ์จะ

(ขออภัยที่ใช้ชื่อสิ้นคิดกับตัวพ่อครับ)